กลุ่มการสนทนา :
กระดานสนทนา อบต.เขาย้อย
กระทู้ :
เปรียบเทียบสินเชื่อแฟคตอริ่งก่อนสมัคร ดูอย่างไรให้ได้เงินพอและต้นทุนไม่กินกำไร
ธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการให้บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่มักไม่ได้รับเงินทันทีหลังส่งมอบงาน แต่ต้องรอเครดิตเทอมประมาณ 30–90 วัน ระหว่างนั้นกิจการยังต้องจ่ายค่าวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายของงานรอบใหม่ จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวันที่มีรายได้ทางบัญชีกับวันที่ได้รับเงินจริง
สินเชื่อแฟคตอริ่งจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยน Invoice หรือใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระให้กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนได้เร็วขึ้น แต่การเลือกบริการรับซื้อลูกหนี้การค้าไม่ควรพิจารณาเพียงว่า ผู้ให้บริการรายใดอนุมัติเร็วหรือให้เงินล่วงหน้าในสัดส่วนสูงที่สุด
ข้อเสนอที่มี Advance Rate สูงอาจมีค่าธรรมเนียมสูง เงิน Reserve ถูกกันไว้นาน หรือมีต้นทุนเพิ่มเมื่อลูกค้าปลายทางชำระล่าช้า หากเจ้าของกิจการไม่ได้เปรียบเทียบเงื่อนไขทั้งหมด เงินสุทธิที่ได้รับจริงอาจต่ำกว่าที่คาด และต้นทุนของการขายบิลแลกเงินสดอาจลดกำไรของงานลงอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ก่อนสมัครสินเชื่อ factoring ควรเปรียบเทียบทั้งจำนวนเงินที่ได้รับจริง ต้นทุนรวม ความเสี่ยงของลูกหนี้ และผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้า ไม่ใช่ตัดสินใจจากตัวเลขเพียงรายการเดียว
1. เปรียบเทียบจากเงินที่ได้รับจริง ไม่ใช่มูลค่า Invoice
จุดเริ่มต้นของการเปรียบเทียบคือ Advance Rate หรือสัดส่วนเงินล่วงหน้าที่ผู้ให้บริการจ่ายจากมูลค่า Invoice
สมมติธุรกิจมี Invoice มูลค่า 1,000,000 บาท หากผู้ให้บริการเสนอ Advance Rate 80% ธุรกิจจะได้รับเงินล่วงหน้า 800,000 บาท ส่วนอีก 200,000 บาทอาจถูกกันไว้เป็น Reserve เพื่อรอสรุปหลังลูกหนี้ปลายทางชำระเงินจริง
แต่เจ้าของกิจการไม่ควรเข้าใจว่าเงิน 200,000 บาทจะได้รับคืนเต็มจำนวนเสมอไป เพราะผู้ให้บริการอาจหักดอกเบี้ย Factoring Fee และค่าใช้จ่ายอื่นออกจาก Reserve ก่อนจ่ายเงินส่วนที่เหลือคืน
เมื่อเปรียบเทียบข้อเสนอ จึงควรถามให้ชัดว่า
-
ได้รับเงินก้อนแรกเท่าไร
-
มีเงิน Reserve เท่าไร
-
Reserve จะคืนเมื่อใด
-
ค่าใช้จ่ายใดถูกหักตั้งแต่ต้น
-
ค่าใช้จ่ายใดจะถูกหักตอนลูกค้าชำระเงิน
-
เงินสุทธิหลังจบธุรกรรมเหลือเท่าไร
ข้อเสนอ Advance Rate 85% ไม่ได้ดีกว่าข้อเสนอ 80% โดยอัตโนมัติ หากข้อเสนอแรกมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าและคืน Reserve ช้ากว่า
2. ตรวจว่า Reserve ถูกกันไว้เพราะอะไรและคืนเมื่อใด
Reserve เป็นเงินส่วนที่ผู้ให้บริการยังไม่จ่ายให้แก่ธุรกิจทันที โดยเก็บไว้รองรับความคลาดเคลื่อนของยอดชำระ ส่วนลด เครดิตโน้ต การคืนสินค้า หรือข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
ก่อนสมัครควรตรวจว่า Reserve คำนวณจากมูลค่า Invoice เต็มจำนวนหรือจากยอดหลังหักรายการบางส่วน และมีเงื่อนไขใดที่ทำให้เงินส่วนนี้ถูกหักเพิ่ม
ตัวอย่างเช่น Invoice 1,000,000 บาทอาจมีเงินประกันผลงาน 5% หรือ Retention 50,000 บาท หากผู้ให้บริการคำนวณวงเงินจากยอดที่คาดว่าจะเรียกเก็บได้จริงเพียง 950,000 บาท Advance Rate ที่เห็นในข้อเสนออาจไม่ได้คำนวณจากยอดเต็ม 1,000,000 บาท
เจ้าของกิจการจึงควรเปรียบเทียบ “ฐานที่ใช้คำนวณ” พร้อมกับอัตรา Advance Rate มิฉะนั้นอาจเลือกข้อเสนอที่ดูให้เปอร์เซ็นต์สูง แต่ได้เงินเข้าบัญชีจริงต่ำกว่าอีกข้อเสนอหนึ่ง
3. เปรียบเทียบ Factoring Fee และดอกเบี้ยแยกจากกัน
ต้นทุนแฟคตอริ่งอาจประกอบด้วยค่าใช้จ่ายหลายส่วน เช่น
-
ค่าธรรมเนียมจัดตั้งวงเงิน
-
Factoring Fee หรือค่าบริหารธุรกรรม
-
ดอกเบี้ยจากเงินล่วงหน้า
-
ค่าอากรหรือค่าใช้จ่ายเอกสาร
-
ค่าตรวจสอบลูกหนี้การค้า
-
ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อ Invoice
-
ค่าธรรมเนียมกรณีลูกหนี้ชำระล่าช้า
ผู้ให้บริการบางรายเสนอ Factoring Fee ต่ำ แต่คิดดอกเบี้ยสูง ขณะที่บางรายคิดค่าธรรมเนียมมากกว่าแต่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า จึงไม่ควรนำค่าธรรมเนียมรายการเดียวมาเปรียบเทียบ
วิธีที่เหมาะสมกว่าคือคำนวณเป็น “ต้นทุนรวมของ Invoice ใบนั้น” โดยประมาณจำนวนวันที่คาดว่าจะใช้เงินจริง หากเครดิตเทอม 60 วัน แต่จากประวัติลูกค้าชำระจริงเฉลี่ย 75 วัน ควรคำนวณต้นทุนจาก 75 วัน ไม่ใช่ใช้ตัวเลข 60 วันตามหน้าสัญญาเพียงอย่างเดียว
4. ทดลองคำนวณกรณีลูกค้าจ่ายช้ากว่าแผน
การขายบิลแลกเงินสดไม่ได้สิ้นสุดในวันที่ธุรกิจได้รับเงินล่วงหน้า แต่สิ้นสุดเมื่อผู้ให้บริการได้รับเงินจากลูกหนี้ปลายทางครบตามเงื่อนไข
หากลูกค้าชำระช้ากว่ากำหนด อาจเกิดผลกระทบหลายด้าน ได้แก่ ดอกเบี้ยเพิ่มตามจำนวนวัน Reserve ถูกคืนช้าลง Invoice รอบใหม่ถูกพิจารณาเข้มขึ้น หรือผู้ขายต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขในสัญญา
ก่อนเลือกข้อเสนอจึงควรขอให้ผู้ให้บริการจำลองต้นทุนอย่างน้อย 3 กรณี คือ
-
ลูกค้าจ่ายตรงตามเครดิตเทอม
-
ลูกค้าจ่ายช้า 15 วัน
-
ลูกค้าจ่ายช้า 30 วัน
การคำนวณลักษณะนี้ช่วยให้เห็นว่า ข้อเสนอใดรับมือกับความล่าช้าได้ดีกว่า โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำงานกับองค์กรซึ่งมีกระบวนการตรวจรับและอนุมัติจ่ายเงินหลายขั้นตอน
5. เปรียบเทียบว่าผู้ให้บริการรับลูกหนี้แบบใด
สินเชื่อแฟคตอริ่งไม่ได้พิจารณาเฉพาะธุรกิจผู้ขาย แต่พิจารณาคุณภาพของลูกหนี้ปลายทางด้วย เพราะเงินที่จะนำมาชำระสินเชื่อมาจากการจ่าย Invoice ของลูกหนี้รายนั้น
ผู้ให้บริการแต่ละรายอาจรับลูกหนี้ต่างกัน บางแห่งเน้นบริษัทขนาดใหญ่หรือองค์กรที่มีข้อมูลตรวจสอบได้ บางแห่งรับธุรกิจขนาดกลาง แต่กำหนดวงเงินต่อลูกหนี้ต่ำกว่า หรือขอประวัติการซื้อขายย้อนหลังเพิ่มเติม
สิ่งที่ควรเปรียบเทียบ ได้แก่
-
ลูกหนี้รายใดได้รับอนุมัติ
-
วงเงินสูงสุดต่อลูกหนี้หนึ่งราย
-
ต้องมีประวัติซื้อขายย้อนหลังนานเท่าไร
-
ลูกหนี้ต้องมีอันดับเครดิตหรือข้อมูลทางการเงินหรือไม่
-
รับ Invoice จากหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจหรือไม่
-
รับงานบริการ งานรับเหมา หรืองานผลิตตามคำสั่งซื้อหรือไม่
หากธุรกิจพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่เพียงรายเดียว ควรตรวจเรื่องวงเงินกระจุกตัวหรือ Concentration Limit ด้วย เพราะผู้ให้บริการอาจไม่ให้ใช้ Invoice ของลูกค้ารายนั้นเต็มจำนวน แม้ลูกค้าจะมีความน่าเชื่อถือสูงก็ตาม
6. ตรวจว่าเป็นแบบมีสิทธิไล่เบี้ยหรือไม่มีสิทธิไล่เบี้ย
เงื่อนไขสำคัญอีกประการคือ หากลูกหนี้ปลายทางไม่ชำระเงิน ใครจะเป็นผู้รับภาระ
แฟคตอริ่งแบบมีสิทธิไล่เบี้ย หมายถึงผู้ให้บริการสามารถเรียกให้ธุรกิจผู้ขายชำระคืนหรือซื้อ Invoice กลับได้ตามเงื่อนไข หากลูกหนี้ไม่จ่ายเงิน ส่วนแบบไม่มีสิทธิไล่เบี้ย ผู้ให้บริการอาจรับความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้บางส่วน แต่ยังต้องตรวจข้อยกเว้น เช่น กรณีมีข้อพิพาทเรื่องสินค้า งานไม่ครบ หรือเอกสารไม่ถูกต้อง
คำว่า “ไม่มีสิทธิไล่เบี้ย” จึงไม่ได้แปลว่าธุรกิจผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบในทุกเหตุการณ์ หากลูกหนี้ไม่จ่ายเพราะงานมีปัญหา ผู้ขายอาจยังต้องรับผิดตามสัญญา
ก่อนสมัครควรถามให้ชัดว่า ความเสี่ยงใดอยู่กับผู้ให้บริการ ความเสี่ยงใดอยู่กับผู้ขาย และเหตุการณ์ใดทำให้ Invoice ถูกเรียกคืน
7. ตรวจว่าต้องแจ้งลูกค้าปลายทางหรือไม่
ผู้ให้บริการบางรายกำหนดให้แจ้งลูกค้าปลายทางเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้อง และให้ลูกค้าชำระเงินเข้าบัญชีที่กำหนด ขณะที่บางรูปแบบอาจไม่ต้องแจ้ง แต่มีเงื่อนไขด้านวงเงิน ต้นทุน หรือการตรวจสอบที่เข้มขึ้น
เจ้าของกิจการควรเปรียบเทียบว่า
-
ต้องแจ้งลูกค้าหรือไม่
-
ใครเป็นผู้ติดต่อแจ้ง
-
ลูกค้าต้องลงนามรับทราบหรือไม่
-
ต้องเปลี่ยนบัญชีรับชำระหรือไม่
-
กระทบขั้นตอนวางบิลเดิมหรือเปล่า
-
หากลูกค้าไม่ยอมรับการโอนสิทธิจะเกิดอะไรขึ้น
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องต้นทุนโดยตรง แต่มีผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้า โดยเฉพาะธุรกิจที่กังวลว่าลูกค้าอาจเข้าใจผิดว่ากิจการกำลังมีปัญหาสภาพคล่อง
ในทางปฏิบัติ ควรสื่อสารว่าเป็นการปรับระบบบริหารลูกหนี้และช่องทางรับชำระให้มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังถูกเร่งรัดหนี้
8. เปรียบเทียบข้อกำหนดด้านเอกสาร
แม้ผู้ให้บริการเสนอเงื่อนไขทางการเงินน่าสนใจ แต่หากเอกสารของธุรกิจไม่ตรงกับเกณฑ์ ก็อาจไม่สามารถใช้วงเงินได้จริง
เอกสารสำคัญมักประกอบด้วยสัญญาซื้อขายหรือสัญญาจ้าง PO ใบส่งของ ใบตรวจรับงาน Invoice ใบวางบิล และข้อมูลเครดิตเทอม เอกสารเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกันทั้งชื่อคู่ค้า รายการสินค้า มูลค่า วันที่ และเลขที่อ้างอิง
ก่อนเลือกผู้ให้บริการควรถามว่า ต้องมีใบตรวจรับก่อนหรือไม่ ใช้เพียง Invoice ได้หรือไม่ รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ และใช้เวลากี่วันหลังได้รับเอกสารครบ
ข้อเสนอที่ต้นทุนต่ำมากอาจไม่ตอบโจทย์ หากธุรกิจต้องรอเอกสารบางรายการเป็นเวลานานจนเงินที่ได้รับไม่ทันรอบใช้จริง
9. ตรวจสถานะ Invoice และหลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำ
Invoice หนึ่งใบไม่ควรถูกนำไปใช้ขอสินเชื่อหรือทำสัญญาแฟคตอริ่งพร้อมกันกับผู้ให้บริการหลายราย เพราะถือเป็นความเสี่ยงด้าน Double Financing
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง Central Web Service เพื่อให้ผู้ให้บริการที่เข้าร่วมสามารถตรวจสอบสถานะใบแจ้งหนี้ และลดความเสี่ยงจากการนำ Invoice เดียวกันไปใช้ซ้ำ
เจ้าของกิจการจึงควรจัดทะเบียนว่า Invoice ใดถูกนำไปใช้กับวงเงินใด อยู่ระหว่างพิจารณาหรือปิดธุรกรรมแล้วหรือไม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่มี Invoice จำนวนมากและใช้ผู้ให้บริการมากกว่าหนึ่งแห่ง
ความผิดพลาดด้านการจัดการเอกสารอาจกระทบความน่าเชื่อถือของกิจการ แม้ไม่ได้มีเจตนาใช้เอกสารซ้ำก็ตาม
10. อย่าเปรียบเทียบแฟคตอริ่งกับรีไฟแนนซ์โดยดูแค่ดอกเบี้ย
เจ้าของกิจการบางรายนำสินเชื่อแฟคตอริ่งไปเทียบกับสินเชื่อรีไฟแนนซหรือรีไฟแนนซ์สินเชื่อธุรกิจโดยดูเพียงอัตราดอกเบี้ย แต่เครื่องมือทั้งสองประเภทแก้ปัญหาคนละด้าน
แฟคตอริ่งเหมาะกับการเปลี่ยนลูกหนี้การค้าที่ยังไม่ถึงกำหนดรับเงินให้เป็นสภาพคล่องระยะสั้น โดยผูกกับ Invoice และรอบชำระของลูกค้า ส่วนการรีไฟแนนซ์มุ่งจัดโครงสร้างหนี้เดิม ลดภาระค่างวด หรือนำหนี้หลายบัญชีมารวมหนี้เป็นก้อนเดียว
หากปัญหาของธุรกิจคือมี Invoice แต่ต้องรอรับเงิน 60 วัน แฟคตอริ่งอาจตอบโจทย์ตรงกว่า แต่หากปัญหาคือมีหนี้หลายก้อนและภาระชำระต่อเดือนสูง การรีไฟแนนซ์อาจเหมาะกับลักษณะปัญหามากกว่า
การเลือกเครื่องมือผิดประเภทอาจทำให้ธุรกิจใช้สินเชื่อระยะสั้นไปแก้ปัญหาหนี้ระยะยาว หรือผูกหลักประกันระยะยาวเพื่อแก้ช่องว่างเงินสดที่เกิดเพียงช่วงสั้น ๆ
11. คำนวณว่าการได้เงินเร็วสร้างกำไรเพิ่มได้จริงหรือไม่
คำถามสุดท้ายไม่ใช่เพียง “ต้นทุนแฟคตอริ่งเท่าไร” แต่คือ “การได้เงินเร็วขึ้นสร้างผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนหรือไม่”
สมมติธุรกิจต้องเสียต้นทุนแฟคตอริ่งรวม 25,000 บาท แต่เงินที่ได้รับเร็วขึ้นช่วยให้ซื้อวัตถุดิบเพื่อรับงานใหม่ซึ่งมีกำไร 100,000 บาท การใช้แฟคตอริ่งอาจมีเหตุผลทางธุรกิจ
แต่หากนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายทั่วไป โดยไม่มีรายได้รอบใหม่เกิดขึ้น และต้องขาย Invoice ต่อเนื่องทุกเดือน ต้นทุนอาจสะสมจนกลายเป็นภาระประจำ
จากมุมมองเชิงวิเคราะห์ บิลที่เหมาะกับแฟคตอริ่งไม่จำเป็นต้องเป็นบิลที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่ควรเป็นบิลที่เอกสารครบ ลูกหนี้จ่ายตรง ต้นทุนควบคุมได้ และเงินที่ได้รับสามารถนำไปต่อยอดกิจกรรมที่สร้างรายได้หรือป้องกันความเสียหายต่อธุรกิจได้จริง
สรุป: ข้อเสนอที่ดีที่สุดคือข้อเสนอที่เหลือเงินสุทธิและเหมาะกับรอบธุรกิจ
การเปรียบเทียบสินเชื่อแฟคตอริ่งก่อนสมัครไม่ควรดูเฉพาะ Advance Rate หรือระยะเวลาอนุมัติ แต่ต้องพิจารณาเงิน Reserve, Factoring Fee, ดอกเบี้ยตามจำนวนวัน, คุณภาพลูกหนี้, สิทธิไล่เบี้ย, การแจ้งลูกค้าปลายทาง, เอกสารที่ต้องใช้ และผลกระทบเมื่อลูกค้าชำระล่าช้า
ข้อเสนอที่ให้เงินล่วงหน้าสูงที่สุดอาจไม่ใช่ข้อเสนอที่คุ้มที่สุด หากต้นทุนรวมสูงหรือมีเงื่อนไขที่ไม่เหมาะกับกระบวนการวางบิลของธุรกิจ
เจ้าของกิจการควรขอให้ผู้ให้บริการแสดงเงินสุทธิในหลายสถานการณ์ เปรียบเทียบจากวันที่ลูกค้าจ่ายจริง และตรวจว่ากำไรจากงานยังเหลือเพียงพอหลังหักต้นทุนทางการเงินแล้วหรือไม่
หากต้องการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Advance Rate, Reserve, การเลือกผู้ให้บริการ เอกสารที่ควรเตรียม และคำถามสำคัญก่อนขายบิลแลกเงินสด สามารถอ่านบทความหลักได้ที่:
แฟคตอริ่งอนุมัติง่าย เปรียบเทียบก่อนสมัคร |